เต่า – นิธิกร || อดีตบาร์เทนเดอร์ในวัง โมร็อกโก

WHO # FAV talk with เต่า – นิธิกร : วันนี้ FAVFORWARD ชวนทุกคนไปนั่งคุยกันสบายๆ ทำความรู้จักกับ เต่า – นิธิกร ธนทวีคูณ หนึ่งในหุ้นส่วนพ่วงตำแหน่งบาร์เทนเดอร์หนุ่มประจำร้าน Bricks & Bone ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับประสบการณ์พิเศษกับการได้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศในฐานะผู้ดูแลเครื่องดื่มส่วนพระองค์ของเจ้าชายแห่งโมร็อกโก ตามมาฟังเรื่องราวของเขาถึงเส้นทางชีวิตจากเด็กนักศึกษาที่ชอบสังสรรค์กินเหล้าเป็นประจำก่อนจะกลายมาเป็นบาร์เทนเดอร์มืออาชีพ ไปพร้อมๆ กันนะครับ

เริ่มเข้าสู่วงการ บาร์เทนเดอร์ ตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนั้นผมอยู่ปี 2 เป็นช่วงที่ ณิกษ์ (ณิกษ์ อนุมานราชธน) กับ ท้อป (คณิศร ปูควนัช) เปิดบริษัท Vice Versa รับจัด catering เครื่องดื่ม ซึ่งเราก็เป็นเพื่อนกินเหล้ากลุ่มเดียวกัน วันหนึ่ง ณิกษ์ คุยกับผมว่า กินเหล้าอย่างเดียวทำไมวะ กินเหล้าให้มันได้ตังค์ด้วยดิ ก็ชวนมาทำด้วยกัน ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไร เออ ได้เงินก็ดี (หัวเราะ) เลยตัดสินใจไปลองทำดู งานแรกได้เงิน 500 บาท สมัยนั้นถือว่าเยอะนะ ตอนนั้นได้ยืนชงเหล้า ล้างแก้ว เสิร์ฟด้วย คือทำทุกอย่างเลย หลังจากนั้นก็ทำควบคู่กับงานอื่นยาวมาจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 10 ปีละครับ

เรียนจบทางด้านไหนมา

เรียนนิเทศศาสตร์ เอกพีอาร์ ที่ ม.กรุงเทพ ครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับอาชีพนี้เลย แต่ก็ใช้วิชาพีอาร์มาประชาสัมพันธ์ร้านตัวเองอยู่บ้างเหมือนกันนะ ก็มีนิดนึง (หัวเราะ) คือเวลาไปคุยกับลูกค้าหรือเจ้าของงาน ก็ยังได้ใช้บ้างนิดหน่อย

หลังเรียนจบ นอกจากทำงาน catering ที่ Vice Versa แล้ว ยังทำอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง

จริงๆ ก็ทำ catering มาไม่ถึง 10 ปีนะครับ น่าจะประมาณแค่ 5 ปี แล้วหยุดไปเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้าน The Enchanted Bar ย่านทองหล่อมาหนึ่งปี แล้วย้ายไปอยู่ Parata Diamond แถวเอกมัย ซอย 24 อีกหนึ่งปี หลังจากนั้นก็บินไปทำงานที่ประเทศโมร็อกโกครับ

เล่าชีวิตการทำงานในโมร็อคโกให้ฟังหน่อย

ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่ร้าน Parata Diamond แล้วเจ้าชายแห่งโมร็อกโกพระองค์หนึ่ง ขอสงวนพระนามนะครับ เขาติดต่อมาว่า อยากได้บาร์เทนเดอร์ไปดูแลเครื่องดื่มให้เจ้าชายเป็นการส่วนพระองค์ พอได้ยินข่าวก็สนใจไปเลย เพราะร้านที่ทำอยู่ตอนนั้นก็เป็นแนวโมร็อกกันอยู่แล้ว ตอนนั้นเขาให้ไปเทสเครื่องดื่มที่นั่นก่อนหนึ่งอาทิตย์ พอกลับมา เขาก็โทรตามเลย ก็รีบเคลียร์งานที่เมืองไทยแล้วบินไปที่โน่นเลย งานด่วนมาก

เป็นคนไทยคนเดียวที่ถูกคัดเลือกไปทำงานที่นั่นหรือเปล่า

ช่วงแรกก็อยู่คนเดียวครับ หลังจากนั้นซัก 2-3 เดือน ก็มีเพื่อนคนไทยเป็นผู้หญิงตามมา เขาให้มาเสิร์ฟอย่างเดียว เจ้าชายประสงค์อะไร ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ทิชชู่ หรือยา เพื่อนคนนี้จะคอยถวายงาน แต่ผมจะเป็นบาร์เทนเดอร์ที่จ้างไปเพื่อบริการเครื่องดื่มสำหรับอาคันตุกะหรือพระสหายที่มาจากต่างประเทศ คือคนในประเทศโมร็อกโกนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่จะไม่กินเหล้า เลยต้องจ้างคนนอกเข้าไปต้อนรับแขกจากต่างประเทศ

ทำไมเจ้าชายถึงทรงเลือกบาร์เทนเดอร์จากเมืองไทย

เจ้าชายเสด็จมาเมืองไทยบ่อยครับ แล้วพระองค์โปรดการบริการของคนไทยที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พระองค์จึงโปรดให้คนไทยมาบริการ

การเข้าไปอยู่ในวังกับเจ้าชาย มีความกดดันอะไรมั้ย

มีในช่วงแรกๆ ที่เข้าไปอยู่ครับ คือ เราต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่ต้องใช้คำราชาศัพท์ พูดไม่ค่อยคล่อง ไม่รู้จะพูดยังไงด้วย มีอาการเกร็งๆ บ้าง แล้วก็ต้องฝึกพูดภาษาฝรั่งเศส และภาษาอาราบิก ไว้คอยต้อนรับแขกที่มาด้วย โดยเฉพาะภาษาอาราบิกที่ต้องใช้สื่อสารกับคนในวังเป็นหลักครับ

เครื่องดื่มเมนูไหนที่เจ้าชายโปรดมาก

Mojito ครับ เพราะว่าใบมิ้นต์ของโมร็อกโกจะขึ้นชื่อ ติด TOP5 ของโลก ใบมิ้นต์ที่นั่นจะมีกลิ่นหอมแรงและใบใหญ่มาก ขนาดเท่ากับกล่องบุหรี่เห็นจะได้ครับ ผมนำมาทำเครื่องดื่มแค่ 5 ใบก็พอแล้วครับ

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับ Mojito ลองบอกจุดเด่นของเครื่องดื่มเมนูนี้หน่อยครับ

Mojito มาจากแถบคาริเบียน เป็นเครื่องดื่มแนวสดชื่น ดื่มชิลๆ ริมทะเล ใช้เหล้ารัมเป็นส่วนผสมหลักซึ่งแถบคาริเบียนเขาทำกันเยอะ ส่วนผสมอื่นก็มีจะมะนาว ไซรัป ใบมิ้นต์ แล้วก็เครื่องเทศอื่นๆ แล้วแต่พื่นที่ เพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่ที่โน่นใบมิ้นต์ของเขามีชื่อเสียงมาก ก็จะใส่ใบมิ้นต์เป็นหลักครับ

นอกจากไปทำค็อกเทลแล้ว ยังได้ทำอะไรอย่างอื่นอีกรึเปล่า

ได้ทำพวกเครื่องดื่มสมูทตี้ครับ เวลาเจ้าชายเขาตื่นบรรทมตอนเช้า เราจะทำสมูทตี้ 4 เมนูให้พระองค์ทรงเลือก ผมจะทำวันละ 4 เมนู 7 วัน ก็ 28 เมนู คือไปที่นั่นก็จะดูแลเครื่องดื่มทั้งหมดเลยครับ

เคยทำเครื่องดื่มออกงานสำคัญของราชวงศ์มั้ย

ในราชวงค์เขาจะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เคยไปงานแต่งงานของพระสหายของเจ้าชาย ผมก็จะทำเครื่องดื่มสูตรพิเศษในงานนั้นๆ แต่จะไปเฉพาะงานที่เจ้าชายเสด็จไปเท่านั้นครับ ก็มีโอกาสได้ตามเสด็จไปหลายที่อยู่เหมือนกัน เคยตามเสด็จไปต่างประเทศ เช่น เปอโตริโก นิวยอร์ก ดูไบ ประมาณนี้ครับ ผมก็จะได้นั่งเจ็ทส่วนตัวไปกับเจ้าชาย ก็คือตามเสด็จไปถวายงานเครื่องดื่มเป็นการส่วนพระองค์ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ติดสอยห้อยตามไปทุกที่ เวลาจะไปประเทศไหน ผมก็ต้องศึกษาก่อนไปว่า ประเทศนั้นมีน้ำผลไม้อะไรบ้าง เราจะนำมาทำเมนูไหนได้บ้าง ก็มีความท้าทายดีครับ

แล้วทำไมถึงตัดสินใจกลับมาทำงานในเมืองไทย

ที่นั่นจะเซ็นสัญญาแค่หนึ่งปีครับ ที่จริงก็ต่อสัญญาได้นะ แต่ผมอยากกลับเมืองไทยแล้ว ที่นั่นให้เงินเดือนผมเยอะมากนะ ถ้าเทียบกับทำงานในเมืองไทย ก่อนกลับทางนั้นก็เพิ่มเงินเดือนให้ และให้ Holiday เพิ่มเป็น 1 เดือนต่อปี แถมจะออกตั๋วเครื่องบินกลับมาเมืองไทยอีกด้วย ถือว่าให้เยอะมาก แล้วถ้าอยู่เป็นปีที่ 2 ก็จะขึ้นเงินเดือนให้อีก แล้วให้ Holliday เพิ่มเป็น 2 เดือน ที่นั่นใจมากครับ แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่า อยู่ตรงนั้น เราไม่ได้เก่งขึ้น เมนูเครื่องดื่มจะถูกฟิกมาแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบของที่นั่น อย่างเช่น น้ำผลไม้ที่โน่นจะมีตามฤดูกาล ไม่เหมือนเมืองไทย อยากได้อะไรก็เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต มีให้เลือกทุกอย่าง อยู่ที่นั่น พอไม่มีปุ๊บ ต้องบอกคนในวังฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ หลายขั้นตอน สรุป กว่าของจะเข้ามาอีกทีก็ผ่านไป 3 เดือนแล้ว คือ ที่นั่นจะขนส่งผ่านเรือด้วยล่ะครับ ทำให้ล่าช้า ไม่ทันใจ เราจะครีเอทเมนูตัวใหม่ๆ มันก็เลทไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทยดีกว่า

พอกลับมาเปิดบริษัทกับเพื่อน ได้คิดเมนูใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่า ได้พัฒนาตัวเองมากกว่า ได้ทำอะไรมากขึ้น แต่พอตอนนี้กลับมานั่งคิด คือแบบคิดถูกรึเปล่าวะ (หัวเราะลั่น) เมืองไทยหาเงินยากขึ้นทุกวัน ถามว่า เสียดายโอกาสไหม ก็เสียดายนะ ทำไมเราไม่อยู่ต่ออีกสักปีนะ ช่วง Holliday 2 เดือน เรายังกลับมาทำอะไรได้บ้าง แต่ตอนนี้ก็มีแพลนอยากไปเมืองนอกอยู่เหมือนกันครับ

หลังจากที่กลับมาทางนั้นได้ติดต่อกลับมาบ้างรึเปล่า

ก็มีพ่อบ้านที่ถวายงานให้เจ้าชายติดต่อกลับมาเรื่องบาร์ครับ คือ คนใหม่ที่ไปต่อจากผม อยู่ 3 เดือนไม่ผ่านโปร ถูกส่งกลับ คือประมาณขอให้เราช่วย หาคนใหม่ให้หน่อยสิ เราก็แบบโอ้ว จะหาใครดีล่ะ (หัวเราะ)

แล้วตอนนี้เขายังเรียกกลับไปมั้ย

ก็มีโทรมา 2 ครั้งครับ แต่เดือนที่แล้วผมไม่ได้รับสาย จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่ได้โทรกลับไป แต่ได้ยินข่าวว่า เปลี่ยนบาร์ฯ ไป 2-3คนแล้ว

ความท้าทายของการเป็นบาร์เทนเดอร์คืออะไร

ผมคิดว่าความท้าทายคือการได้เจอลูกค้าใหม่ๆ แล้วเราต้องคิดว่า เครื่องดื่มที่เราครีเอทให้ มันจะโดนใจเขารึเปล่า มันเหมือนข้อสอบนะ ถ้าเขาไม่ชอบก็เหมือนสอบตกครับ แล้วผมจะไม่ชอบเลย คือ เห็นลูกค้าดื่มไม่หมดแก้ว ผมจะเดินไปถามเลยว่า “ไม่อร่อยเหรอครับ” ถ้าลูกค้าบอกว่า ไม่อร่อยปุ๊บ ผมจะทำให้ใหม่เลย ผมไม่ชอบให้ลูกค้ากินเหลือ ผมรู้สึกว่า เหมือนเราทำไม่ถูกใจเขา ผมไม่ชอบเลย

และจากประสบการณ์ที่ไปทำงานอยู่กับเจ้าชาย ผมจะเจอคนหลายเชื้อชาติ ทำให้เราเป็นคนช่างสังเกต สมมุติว่า ลูกค้าเป็นผู้หญิงเยอรมันเดินเข้ามาปุ๊บ ต้องสังเกตละว่า เยอรมันมีผลไม้อะไรบ้างที่ชอบกินแล้วมาดูวัตถุดิบของเรา อีกอย่างก็ต้องดูว่าเขามากินข้าว เขาเลือกหยิบกินอะไร เขากินผลไม้ของว่างอะไร แล้วเราก็เลือกเอาผลไม้พวกนั้นมาทำค็อกเทล อาจจะต้องสังเกตลงลึกไปอีกว่า เขาชอบกินโซดาหรือชอบกินสไปรท์ ถ้าชอบกินสไปรท์ แสดงว่า ชอบรสชาติหวาน คือ เรื่องรสชาติอาหารกับเครื่องดื่มมันมีความคล้ายกัน เราเอามาแมตช์กันได้ และมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย เหมือนสูตรเครื่องดื่มต่างๆ ถ้าเราดัดแปลงสูตรแล้ว คนชอบ มันก็โอเค ทำตามสูตรจริงๆ มันก็ไม่ได้อร่อยขนาดนั้น อย่างเช่น ฝั่งยุโรปเขากินเปรี้ยวกันมากเลยครับ ชอบกินอะไรเปรี้ยวๆ เขาชอบกินน้ำลูกแพร์มาก แต่ที่เมืองไทย ไม่เห็นมีใครกินเลย (แสดงว่า คนไทยติดหวาน ใช่มั้ย) ใช่ คนไทยติดหวาน เวลาทำค็อกเทลต้องเพิ่มความหวานเข้าไปหน่อย แต่ไม่หวานสุดนะ เรายังคงรสชาติคลาสสิคไว้อยู่ ให้คนไทยกินได้ ไม่งั้น ไม่มีใครมากินแน่นอน (หัวเราะ)


Interview : ธนกฤต ชัยสุวรรณถาวร

Photo : วาระ สุทธิวรรณ

Location : ร้าน Bricks & Bone รามคำแหง 24 แยก 20

© COPYRIGHT 2024 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.