เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา

เลาะเลียบ ‘ของกิน’ ริมน้ำเจ้าพระยา | Travel on Budget เงินไม่มาก แต่เที่ยวได้ทั้งวัน

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา
เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา

สำหรับพนักงานออฟฟิศกินเงินเดือนอย่างเราแล้ว การออกเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์อาจจะเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเดินทางไปท่องโลกกว้างในต่างแดนที่ต้องใช้ทั้งเวลาและสตางค์ในกระเป๋า ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเก็บหอมรอมริบเงินทอง เพื่อเป็นทุนที่ใช้เดินทางในช่วงปลายปีที่จะถึง

กว่าจะถึงปลายปีก็อีกตั้งหลายเดือน แต่ตอนนี้ร่างกายกลับร่ำร้องให้ออกเดินทางกันแล้ว ดังนั้นเราจึงชวนคุณผู้อ่านลองไปเที่ยวสถานที่ใกล้ตัวกันก่อน แน่นอนว่าต้องเป็นการเที่ยวที่ไม่รบกวนเงินทุนในกระเป๋าด้วย เราจึงไม่รอช้าจัดทริปสไตล์ Street travel ด้วยการชวนคุณไปเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มความสนุกด้วยการใส่คอนเซ็ปต์ให้การเที่ยวครั้งนี้ใช้เพียง ‘เรือและสองเท้า’ เป็นพาหนะในการเดินทาง พร้อมตีกรอบเงินในกระเป๋าเพียงคนละไม่เกิน 700 บาท ภายใต้ชื่อ “เลาะเลียบ ‘ของกิน’ ริมน้ำเจ้าพระยา” นี้ขึ้นมา

map

 


– 01 –
@ ท่าพระอาทิตย์

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา

ขอเริ่มจากท่าพระอาทิตย์ เพื่อเป็นจุดนัดพบกับแก๊งเพื่อน พร้อมเติมพลังด้วยอาหารเช้ากันก่อน โดยจุดนัดพบกับแก๊งเพื่อนในทริปนี้ เราขอแนะนำให้คุณไปนั่งเล่นกันที่ “สวนสาธาณะสันติชัยปราการ” เพราะนอกจากจะมีม้านั่งให้เราได้นั่งรับลมเย็นๆ แล้ว วิวจากสวนสาธารณะแห่งนี้ยังเหมาะให้เราได้อุ่นเครื่องกันอีกด้วย ตั้งแต่วิวริมน้ำเจ้าพระยาที่มองเห็นสะพานพระราม 8 ตั้งโดดเด่นท่ามกลางสายน้ำและผืนฟ้า อีกด้านของสวนยังมีวิวจากป้อมพระสุเมรุให้เราได้เก็บภาพสถาปัตยกรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนี้ไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย ซึ่งจากท่าเรือด่วนใช้เวลาเดินเพียง 5 นาที (220 เมตร) ก็ถึงสวนสาธารณะแล้ว

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา
วิวจากสวนสันติชัยปราการ

ส่วนการเติมพลังบนถนนสายนี้มีร้านอาหารขึ้นชื่อที่เราอยากแนะนำอยู่ 2 ร้านด้วยกัน ร้านแรกเป็น ‘ก๋วยจั๊บญวนคุณแดง’ แน่นอนว่าเมนูเด่นของร้านคือ ก๋วยจั๊บญวนที่หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหารเวียดนาม แต่แท้จริงแล้วก๋วยจั๊บญวนเป็นอาหารท้องถิ่นของภาคอีสานที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศลาว

• ร้านก๋วยจั๊บญวนคุณแดง เปิดวันจันทร์ – เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) 11:00 – 21:30 น. / โทร. 085 246 0111

ส่วนร้านที่สองเป็นร้าน “โรตี มะตะบะ” ซึ่งเราได้ตัดสินใจเลือกเติมพลังกันที่ร้านนี้ เพราะโรตี มะตะบะ เจ้านี้เป็นร้านเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 35 ปี โดยตั้งอยู่ตรงข้ามป้อมพระสุเมรุตรงหัวมุมถนนนั่นเอง และแน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะชิมเมนูเด่นของร้านที่ได้รับคำแนะนำจากน้องพนักงาน อย่างมะตะบะไก่ (39 บาท), มัสมั่นไก่ (50 บาท) ทานคู่กับโรตีเปล่า (15 บาท) และอีกเมนูไม่ควรพลาดกับไก่ทันดุรี (35 บาท) ปิดท้ายด้วยการจิบเครื่องดื่มหวานๆ เย็นๆ อย่างน้ำเก็กฮวย (29 บาท)

• ร้านโรตี มะตะบะ เปิดวันอังคาร – อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) 09:00 – 22:00 น. / โทร. 02 282 2119


 

– 02 –
@ ท่ารถไฟ

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา

หลังจากที่เติมพลังกันแล้ว เราก็ออกเดินทางด้วยการนั่งเรือด่วนจากท่าพระอาทิตย์ไปลงที่ท่ารถไฟ เพื่อเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน” ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้รีโนเวทมาจากสถานีรถไฟธนบุรีเก่า ที่นี่จึงโดดเด่นด้วยอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม เป็นอาคารที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 ภายในจัดแสดงประวัติอันยาวนานของชุมชนที่เรียกว่า ‘วังหลัง’ ส่วนพื้นที่นอกอาคารจะเห็นหัวรถไฟไอน้ำรุ่นโบราณจัดวางไว้อย่างโดดเด่น และด้านหน้าเป็นพลับพลาสยามินทราศิริราชานุสรณีย์ซึ่งรายล้อมด้วยสระน้ำสีขาวจากหินอ่อน

นอกจากนี้การได้รู้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นสถานีรถไฟธนบุรี (หรือในอดีตก็คือสถานีรถไฟบางกอกน้อย) มาก่อนนั้น ชวนให้เราคิดถึงเรื่องราวความรักท่ามกลางสงครามระหว่างโกโบริกับอังศุมาลินไม่ได้ จนอดคิดไม่ได้ว่าสถานีรถไฟแห่งนี้จะเป็นสถานที่เดียวกันกับสถานีรถไฟที่โกโบริพบจุดจบของชีวิตหรือไหมนะ?

• พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เปิดวันจันทร์, พุธ – อาทิตย์ (หยุดทุกวันอังคารและวันหยุดนักขัคฤกษ์ ) 10.00 – 17.00 น. / โทร. 02 419 2600 / facebook.com | SIRIRAJ.MUSEUM


 

– 03 –
@ วังหลัง

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา

จากพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานสามารถเดินตัดโรงพยาบาลศิริราชเพื่อไปเที่ยวตลาดวังหลังกันต่อ ซึ่งสำหรับการเที่ยววังหลังในทริปนี้ เราขอแนะนำให้คุณไปรู้จักกับ “ตลาดคนพันแนว” ซึ่งตลาดนี้อยู่ซอยข้างร้านสุวรรณาชวนเสวย หรือเยื้องกับร้านอรทัยซูซิ สาขาแรก แม้ภายในตลาดคนพันแนวจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่โต แต่เต็มไปร้านที่จำหน่ายเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีสไตล์เหมาะสำหรับเด็กอินดี้ และระหว่างที่เราเดินเข้าซอยก็ได้พบร้าน CROSS 2009 ร้านจำหน่ายเครื่องหนังวัวแท้ทั้งกระเป๋า เข็มขัด ฯลฯ และเรายังได้พูดคุยกับคุณช้าง เจ้าของร้านที่ควบหน้าที่ช่างทำเครื่องหนังด้วย คุณช้างเล่าให้ฟังว่าเป็นคนชอบเครื่องหนังมาก เลยมาเปิดร้านที่ตลาดคนพันแนวนี้ได้ 2 ปีแล้ว โดยเป็นทั้งร้านและ workspace ในการทำเครื่องหนัง ซึ่งเป็นงาน Handmade ที่มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น หรือหากใครจะสั่ง Made to order ก็ได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องรอนานสักหน่อย

นอกจากตลาดคนพันแนวแล้ว ในตรอกวังหลังยังมี ‘ตลาดมือสอง’ ซึ่งมีของมือสองมาจำหน่ายมากมาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า และสำหรับคนรักการอ่านในตรอกวังหลังยังมีร้านหนังสืออิสระ ‘ร้านต้นสน’ ร้านหนังสือเก่าแก่ที่จำหน่ายหนังสือนิยายทั้งมือหนึ่งและมือสอง รวมทั้งจำหน่ายหนังสือการ์ตูนตาหวานอีกด้วย นอกจากนี้เมื่อมาเยือนวังหลัง เราก็ไม่พลาดที่จะเติมพลังในเที่ยงนี้กันที่ “อรทัยซูซิ” ซูซิเจ้าดังของวังหลัง ซึ่งในวังหลังมี 2 สาขาด้วยกัน คุณจะเลือกนั่งทานที่ร้านหรือใส่กล่องเพื่อทานไปเดินชมตลาดไปก็ได้ อีกหนึ่งความอร่อยของวังหลังคือ ‘วังหลังเบเกอรี่’ เบเกอรี่ที่ทำสดใหม่ที่ออกมาจากเตาอบหลังร้าน เสิร์ฟให้เราได้ชิมกันแบบร้อนๆ นั่นเอง

• ร้านอรทัยซูซิ เปิดทุกวัน 09:00 – 18:30 น. / โทร. 02 866 8828


 

– 04 –
@ ท่าช้าง

จากวังหลังให้นั่งเรือข้ามฟากไป “ท่าช้าง” ซึ่งการมาเที่ยวท่าช้างและท่าเตียนในทริปนี้ก็เพื่อเก็บภาพเสน่ห์ของวิถีชีวิตของคนในชุมชน ท่ามกลางสถาปัตยกรรมเก่าแก่ จากถนนมหาราชเดินเลาะเลียบชมตึกเก่าสีเหลืองนวลซึ่งเพิ่งได้รับการรีโนเวทจากรัฐบาลและถือว่าเป็นแลนด์มาร์กของท่าช้าง อีกฟากของถนนมหาราชเป็นกำแพงสีขาวสะอาดตาของวัดพระแก้ว โดยว่าทริปนี้เราจะตัดสินใจไม่เข้าไปเยี่ยมชมวัดพระแก้ว เพราะเราเลือกจะเลาะเลียบกำแพงวัดบนถนนมหาราช เพื่อเก็บภาพกำแพงวัดและวิถีริมฟุตบาทแทน แต่สำหรับคุณผู้อ่านสามารถแวะยลโฉมความงดงามของวัดพระแก้ว วัดคู่บ้านคู่เมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนก็ไม่ว่ากัน

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา
วิวพระปรางค์วัดอรุณ จากสวนนาคราภิรมย์

ระหว่างทางบนถนนมหาราชมุ่งสู่ท่าเตียนนั้น เราจะผ่าน “สวนนาคราภิรมย์” เป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกแห่งที่ให้เราได้แวะนั่งพักขา พร้อมถ่ายภาพเก็บบรรยากาศความงามแบบไทยๆ เพราะตรงข้ามสวนนาคราภิรมย์เป็นวัดอรุณ ทำให้เราเห็นพระปรางค์วัดอรุณนั่นเอง และแม้ว่าช่วงเวลาที่เราเยือนนี้พระปรางค์ใหญ่กำลังอยู่ในช่วงซ่อมบำรุง แต่ภาพที่เห็นก็งดงามไม่แพ้ที่ใด


 

– 05 –
@ท่าเตียน

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา

จากสวนนาคราภิรมย์เดินอีก 150 เมตรก็จะพบชุมชนท่าเตียน สำหรับท่าเตียนแห่งนี้ยังคงความโดดเด่นเรื่องวิถีชุมชมและสถาปัตยกรรมเก่าแก่คล้ายกับท่าช้าง แต่ ณ ท่าเตียนแห่งนี้ เราได้พบกับ “Good Job” ร้านคาเฟ่เล็กๆ ตรงหัวมุมตึกเก่า ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นวัดโพธิ์ เราไม่รอช้าที่จะแวะเติมน้ำตาลในเลือดด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ คาเฟ่ร้านนี้จะเสิร์ฟเครื่องดื่มประเภทกาแฟเป็นหลัก แต่ก็มีเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างช็อกโกแลตให้เลือกดื่มด้วย โดยเครื่องดื่มของ Good Job จะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาลเลย เพราะทางร้านจะมี Syrup วางให้เราได้เติมความหวานกันเอง นอกจากนี้ Good Job ไม่ใช่เพียงร้านคาเฟ่เท่านั้น แต่ Good Job ยังเป็นแบรนด์ดังของ Product Design จากเครื่องหนังที่มาพร้อมดีไซน์โมเดิร์นอีกด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากมานั่งพักขาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ แล้ว เรายังมีงานดีไซน์ให้ชมเป็นอาหารตาอีกด้วย

• ร้าน Good Job เปิดทุกวัน 8.30 – 19.00 น. / facebook.com | GOODJOBSTORE

ถัดจากร้าน Good Job ไปหน่อยจะเป็นร้านจำหน่ายรองเท้าแบรนด์ “HORSELEGMARKING” ใครที่ไปเที่ยวจตุจักรและสยามเซ็นเตอร์บ่อยๆ อาจจะเคยเห็นรองเท้าแบรนด์นี้ นอกจากรองเท้าสีสันสะดุดตาที่ชวนให้เราเข้าชมแล้ว เรายังได้พบกับคุณฝ้ายดีไซเนอร์ผู้ออกแบบแบรนด์นี้อีกด้วย และจากการพูดคุยกับคุณฝ้ายทำให้เรารู้ว่ารองเท้าที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นรองเท้าผ้าใบที่แฝงวัฒนธรรมสื่อผ่านศิลปะบนรองเท้า โดยคอลเลคชั่นที่จัดจำหน่ายนี้มีคอนเซ็ปต์จาก ‘รถอีแต๊น’ พาหนะพื้นถิ่นของชาวอีสานนั่นเอง

• ร้าน Horselegmarking เปิดทุกวัน 09.30 – 19.00 น. / โทร. 081-470-9895 / facebook.com | HORSELEGMARKING 

ต่อจากชุมชนท่าเตียนแล้ว หากเดินไปตามถนนมหาราชอีกประมาณ 700 เมตรก็จะพบกับทางเข้าประตูด้านหลังของ “มิวเซียมสยาม” ดังนั้นหากใครจะแวะไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยในรูปแบบประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ไม่ว่ากัน เพราะมิวเซียมสยามแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ต้นแบบของการเรียนรู้เชิงใหม่ที่ให้เราได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไทยผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ Play + Learn = เพลิน ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้ใช้คนกบแดงเป็นสัญลักษณ์ของมิวเซียมสยาม ภายในมิวเซียวสยามจะมีทั้งนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียน โดยนิทรรศการถาวรจะเสนอผ่านห้องนิทรรศการจำนวน 17 ห้องด้วยกัน ส่วนนิทรรศการหมุนเวียน สามารถติดตามข่าวสารได้จาก www.museumsiam.org

• Museum Siam เปิดเวลา 10:00 – 18:00 น. ปิดวันจันทร์ / โทร. 02 225 2777 / facebook.com | MUSEUMSIAMFAN 

จากมิวเซียมสยามสามารถเดินไปขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาได้ที่ท่าราชินี โดยระหว่างทางไปท่าเรือราชินีเราก็ไม่ลืมที่จะแวะชิม “เจ๊แสงน้ำเต้าหู้” น้ำเต้าหู้เจ้าเก่าแก่ที่เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2531 โดยขายอยู่บนรถกระบะ ซึ่งจอดตรงมุมถนนมหาราช ระหว่างซอยท่าเรือปากคลองตลาดกับหน้าโรงเรียนราชินี ส่วนรสชาติน้ำเต้าหู้เก่าแก่นี้มีรสเข้มข้นของถั่วเหลือง เราสามารถเลือกใส่เครื่องน้ำเต้าหู้ได้ โดยน้ำเต้าหู้นี้จะใส่ภาชนะเป็นแก้วที่มีฝาปิดในราคา 10 บาท ทำให้สะดวกที่จะถือเดินไปดื่มไปเป็นการรองท้องก่อนที่จะทานมื้อเย็น


 

– 06 –
ท่าราชวงศ์ VS ท่าเรือคลองสาน

…ระหว่างที่กำลังรอขึ้นเรือด่วนจากท่าราชินีอยู่นั้น ก็เกิดข้อถกเถียงกับเพื่อนร่วมทางว่าเราจะจบทริปนี้กันที่ไหนดี? ระหว่างไปหาของกินกันที่เยาวราช หรือจะไปชิลกันที่คลองสาน จนท้ายที่สุดเราตัดสินใจแยกการเดินทางครั้งนี้เป็น 2 ทาง ดังนั้น “เลาะเลียบ ‘ของกิน’ ริมน้ำเจ้าพระยา” ทริปนี้ เราจึงมีตัวเลือกให้คุณผู้อ่านจบทริปกับสถานที่ 2 แห่งด้วยกัน!

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา
เยาวราช @ท่าเรือราชวงศ์

@ ท่าเรือราชวงศ์ : ใครที่เลือกจะไปชิมของอร่อยที่เยาวราช ต้องนั่งเรือด่วนจากท่าราชินีไปลงที่ท่าราชวงศ์ เมื่อขึ้นจากท่าเรือก็ให้เดินตรงไปจะพบกับย่านของกินบนถนนเยาวราช หรืออีกชื่อหนึ่งว่าถนนมังกร เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวไทยเชื่อสายจีน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจหากบนถนนเยาวราชสายนี้จะมีอาหารจีนรสอร่อยมากมาย จนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของอร่อยยามเย็นอีกแห่งหนึ่งของคนกรุง

ร้านที่เราเลือกไปฝากท้องคือ “ร้านก๊วยจั๋บนายเอ็ก” ซึ่งเป็นร้านดังและเก่าแก่ของย่านเยาวราช โดยร้านนี้เปิดมากว่า 40 ปีแล้ว ร้านตั้งอยู่บริเวณหน้าปากซอยเยาวราช 9 และแม้ชื่อร้านจะบ่งบอกว่าที่นี่ขายก๊วยจั๋บ แต่เมนูในร้านกลับมีหลายเมนูให้เลือกชิม โดยเฉพาะ ‘เกาเหลาต้มเลือดหมู’ (50 บาท) รสชาติกลมกล่อมที่มาพร้อมเครื่องเพียบ ทั้งหมูกรอบ หมูชิ้น และเครื่องใน อย่างเซี่ยงจี๊ ตับ กระเพาะหมู ฯลฯ ซึ่งเกาเหลาต้มเลือดหมูนี้เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่เราแนะนำให้คุณลองชิม

• ร้านก๊วยจั๋บนายเอ็ก เปิดทุกวัน 09.00 – 01.00 น. / โทร. 02 226 4651

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา
ท่าเรือข้ามฟากคลองสาน

@ ท่าเรือคลองสาน : หากเลือกที่จะจบทริปกันที่คลองสาน เราต้องนั่งเรือด่วนจากท่าราชินีแล้วไปลงท่าสี่พระยา จากนั้นให้นั่งเรือข้ามฟากไปลงที่ท่าเรือคลองสาน และหากพูดถึงคลองสานแล้ว ใครหลายคนอาจจะคิดถึงบัวลอยเจ้าเก่าแก่ของตลาดคลองสานกันใช่ไหม แต่สำหรับทริปนี้เราไม่ได้พาคุณไปชิมบัวลอย แต่จะพาคุณไปชิลกันที่ The Jam Factory

สำหรับ The Jam Factory เป็นโครงการของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค ซึ่งรีโนเวทโกดังเก่าให้กลายเป็นสถานที่เท่ๆ ในบรรยากาศชิลๆ ภายในโครงการมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านหนังสือ เริ่มจากร้านอาหารซึ่งมี 2 ร้านด้วยกันคือ The Summer House Project ร้านเปิดใหม่ในโครงการ ซึ่งเน้นเสิร์ฟอาหารฝรั่ง โดยร้านนี้เป็นร้านฝาแฝดของ The Never Ending Summer ที่เสิร์ฟอาหารไทยสุดเท่นั่นเอง

ส่วนร้านหนังสือที่ไม่ควรพลาดคือ ‘ร้านหนังสือก็องดิด’ ร้านหนังสืออิสระที่มีหนังสือให้เราได้ช็อปมากมาย โดยมีพื้นที่เชื่อมต่อกับคาเฟ่ ‘ไล-บรา-รี่’ ซึ่งทั้งสองร้านใช้ชื่อร่วมกันว่า “li-bra-ry at Candide” และการที่ร้านหนังสือเชื่อมกับคาเฟ่นี้ ทำให้เราสามารถอ่านหนังสือพร้อมกินขนมหวานได้ในเวลาเดียวกันและในสถานที่เดียวกันได้ เพราะหลังจากที่ช็อปหนังสือที่อยากได้แล้ว เราก็พากันหาที่นั่งในคาเฟ่ สั่งเครื่องดื่มรสหวานอมเปรี้ยวอย่าง Very Berry Smoothie (115 บาท) มาทานคู่กับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Library Waffle (90 บาท) ระหว่างทานก็หยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาอ่านนั่นเอง

• ร้าน Candide Books เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น. / โทร.02 861 0967 / Facebook.com | CANDIDEBOOKS ส่วนคาเฟ่ li-bra-ry at Candide ก็เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น. เช่นเดียวกัน

เลาะเลียบริมน้ำเจ้าพระยา
ทานขนมยามเย็นในบรรยากาศสบายๆ ที่ li-bra-ry at Candide

และแล้วก็จบไปหนึ่งทริปสำหรับการเที่ยวสไตล์ Street Travel แบบ One Day Trip พร้อมเงินในกระเป๋าที่จำกัดไม่เกิน 700 บาท ใครที่อยากจะเที่ยวด้วยการนั่งเรือเดินเท้าก็สามารถตามรอยเราไปได้ หรือจะเพิ่มเติมสถานที่อื่นๆ ให้ทริป “เลาะเลียบ ‘ของกิน’ ริมน้ำเจ้าพระยา” ก็ไม่ว่ากัน เพราะตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าเรือต่างๆ นั้นมีสถานที่อีกมากมายให้เราได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่นั่นเอง!

 

Story : Taliw
Photo : Sroisuwan.T
Graphic : SaveSep
keyboard_arrow_up